บทที่ 2 หมอคนใหม่

เสียง แคว่ก! ของเทปกาวที่ถูกดึงออกจากม้วนดังแทรกความเงียบสงัดในเวลาตีสามครึ่ง แสงไฟจากหลอดนีออนสีขาวโพลนในห้องนอนขนาดเล็กสะท้อนให้เห็นกองพัสดุสีน้ำตาลที่วางเรียงรายเป็นตั้งสูง ‘วรดา’ หรือ ‘กะทิ’ ปาดเหงื่อเม็ดเล็กที่ซึมตามไรผม ทั้งที่พัดลมตั้งพื้นกำลังส่ายหน้าพัดวีอย่างขยันขันแข็ง

หญิงสาวร่างอวบอัดในชุดนอนผ้าฝ้ายลายหมีพูห์ตัวโคร่งถอนหายใจยาว พลางเหลือบมองนาฬิกาดิจิทัลบนหัวเตียง ตัวเลขสีแดงบอกเวลา 03:45 น.

“อีกสิบกล่อง... ฮึบ! กะทิ สู้ตาย”

เธอให้กำลังใจตัวเองเสียงเบา ก่อนจะลงมือแพ็กเสื้อผ้าแฟชั่นไซซ์พลัสลงกล่องอย่างคล่องแคล่ว มือขาวอวบที่มีรอยบุ๋มตรงข้อต่อนิ้วหยิบใบปะหน้าพัสดุมาแปะทับ เสียงเทปกาวดังขึ้นอีกครั้ง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นจังหวะชีวิตของแม่ค้าออนไลน์ที่ต้องทำทุกอย่างแข่งกับเวลา

กะทิไม่ได้รวย ไม่ได้มีต้นทุนชีวิตสูงส่ง บ้านเดี่ยวชั้นเดียวขนาดกะทัดรัดย่านชานเมืองหลังนี้คือสมบัติชิ้นสุดท้ายที่พ่อกับแม่ทิ้งไว้ให้ก่อนจะจากไปเพราะอุบัติเหตุเมื่อสิบปีก่อน ทิ้งให้เธอและพี่สาวเติบโตมาในความดูแลของ ‘ยายจำปี’ หญิงชราผู้เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรเพียงหนึ่งเดียว

พี่สาวแต่งงานแยกเรือนไปแล้ว แม้จะส่งเงินมาช่วยบ้างแต่ภาระค่าใช้จ่ายหลักในบ้านก็ตกอยู่ที่กะทิ โดยเฉพาะค่ารักษาพยาบาลของยาย

“โรคหัวใจ”... คำสั้นๆ ที่มีราคาสูงลิ่ว

กะทิเลือกโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำย่านสุขุมวิทให้ยาย ไม่ใช่เพราะเธออยากอวดรวย แต่เพราะที่นั่นมีเครื่องมือที่ดีที่สุด มีหมอที่เก่งที่สุด เธอไม่อยากเสี่ยงพายายไปรอคิวโรงพยาบาลรัฐตั้งแต่ตีสี่แล้วได้ตรวจตอนบ่าย ยายอายุเจ็ดสิบแปดแล้ว ร่างกายเปราะบางเกินกว่าจะทรมานแบบนั้น แลกกับการที่เธอต้องรับงานกราฟิกฟรีแลนซ์จนโต้รุ่ง และเปิดเพจขายเสื้อผ้าคนอ้วน ควบคู่ไปกับการทำคอนเทนต์รีวิวสินค้าลง TikTok เพื่อหาเงินมาหมุนเวียน

“เสร็จ!”

กะทิแปะเทปกาวกล่องสุดท้ายเสร็จเมื่อเวลาตีสี่สิบห้า เธอหยัดกายลุกขึ้นยืน ความเวียนหัววูบหนึ่งแล่นเข้าเล่นงานจนต้องเซไปเกาะขอบโต๊ะทำงาน ดวงตาพร่ามัวไปชั่วขณะ หัวใจเต้นรัวเร็วผิดจังหวะเหมือนคนเพิ่งวิ่งรอบหมู่บ้านมาหมาดๆ

มือขาวสั่นระริกเอื้อมไปหยิบกระบอกน้ำดื่ม พลางกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ

‘ผลข้างเคียงอีกแล้วเหรอ...’

เธอมองไปยังลิ้นชักโต๊ะทำงานชั้นบนสุด ภายในนั้นมีกระปุกพลาสติกสีขาวไร้ฉลากซุกซ่อนอยู่ลึกที่สุด กะทิเม้มปากแน่น ความรู้สึกผิดตีตื้นขึ้นมาในอก แต่ภาพคอมเมนต์ในคลิปรีวิวเสื้อผ้าเมื่อวานก็ผุดขึ้นมาหลอกหลอน

‘แม่ค้าหรือหมูตอนคะเนี่ย?’ ‘ชุดสวยนะ แต่นี้มันไซส์พลัสจริงเหรอ ทำไมแม่ค้าเหมือนจะพลัสแล้วก็พลัสอ่ะ’ ‘ลดความอ้วนก่อนมารีวิวเถอะ สงสารเสื้อ’

คำพูดพวกนั้นเหมือนใบมีดโกนที่กรีดลงบนความมั่นใจของเธอซ้ำๆ กะทิรู้ว่าตัวเองอวบ เธอสูง 160 เซนติเมตร หนัก 75 กิโลกรัม ผิวขาวจัด แก้มยุ้ย ใครๆ ก็บอกว่าน่ารักเหมือนตุ๊กตา แต่โลกโซเชียลไม่ได้ใจดีแบบนั้น ยอดขายที่ตกลงเพราะหุ่นของแม่ค้าทำให้เธอตัดสินใจพึ่งทางลัด

‘แค่ช่วงนี้ ขอลดลงอีกสักห้าโล แล้วจะเลิก’

หญิงสาวบอกตัวเองในใจ ก่อนจะตัดสินใจเปิดลิ้นชัก หยิบยาเม็ดสีชมพูและสีเหลืองออกมาอย่างละเม็ด กรอกเข้าปากแล้วดื่มน้ำตามอย่างรวดเร็ว

เธอต้องรีบอาบน้ำ เตรียมตัวพายายไปหาหมอตามนัด วันนี้เป็นวันศุกร์... วันนัดตรวจประจำเดือนของยายจำปี

รถยนต์อีโคคาร์คันเล็กอายุการใช้งานกว่าเจ็ดปีแล่นเข้ามาจอดที่หน้าตึกผู้ป่วยนอกแผนกอายุรกรรมหัวใจ โรงพยาบาลเอกชนหรูหราแห่งนี้ดูเหมือนโรงแรมห้าดาวมากกว่าสถานพยาบาล กลิ่นอายความสะอาดสะอ้านและความเงียบสงบแผ่ปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณ

กะทิในชุดเสื้อเชิ้ตสีครีมตัวโคร่งกับกางเกงสแล็คสีดำสุภาพก้าวลงจากรถอ้อมไปเปิดประตูฝั่งข้างคนขับ ประคองร่างท้วมเล็กของหญิงชราผมสีดอกเลาให้ก้าวลงมาอย่างทะนุถนอม

“ค่อยๆ นะจ๊ะยาย กะทิจับไว้อยู่”

“ยายเดินเองไหวลูก เอ็งไม่ต้องประคองขนาดนี้ก็ได้ ยายไม่ได้เป็นง่อยสักหน่อย” ยายจำปีบ่นอุบอิบแต่ก็ยอมให้หลานสาวประคอง มือเหี่ยวย่นตามกาลเวลาตบหลังมือหลานเบาๆ “แล้วนี่ได้นอนบ้างหรือเปล่า ตาคล้ำเป็นหมีแพนด้าแล้วลูกเอ๊ย”

“นอนจ้ะ กะทินอนเต็มอิ่มเลย ยายไม่ต้องห่วงนะ” กะทิฉีกยิ้มกว้างจนตาหยี แก้มกลมๆ ดันขึ้นจนน่าหยิก เพื่อกลบเกลื่อนความเพลียที่กัดกินร่างกาย

“โกหกหน้าตาย ยายได้ยินเสียงดึงสก๊อตเทปทั้งคืน” ยายจำปีรู้ทัน “เดี๋ยวเสร็จจากหมอ กลับไปนอนซะนะ วันนี้ไม่ต้องทำงาน”

“จ้าๆ คุณนายจำปี สั่งเก่งจริงๆ”

กะทิหัวเราะร่าเริง พายายเดินเข้าไปในโถงล็อบบี้แอร์เย็นฉ่ำ พนักงานต้อนรับยกมือไหว้ทักทายอย่างคุ้นเคย เพราะเธอพายายมาที่นี่ทุกเดือนตลอดสองปีที่ผ่านมา หลังจากจัดการเรื่องเวชระเบียนเสร็จ ทั้งคู่ก็ขึ้นลิฟต์แก้วไปยังชั้น 15 ซึ่งเป็นชั้นคลินิกพิเศษเฉพาะทางโรคหัวใจ

บรรยากาศบนชั้นนี้เงียบสงบยิ่งกว่าชั้นล่าง พื้นปูพรมหนานุ่ม ผนังตกแต่งด้วยไม้ราคาแพง โซฟาหนังแท้หนานุ่มถูกจัดวางเว้นระยะห่างเพื่อความเป็นส่วนตัว สมกับราคาค่ารักษาที่แพงระยับที่กะทิต้องกัดฟันจ่าย

“คุณวรดาเชิญทางนี้ค่ะ” พยาบาลสาวในชุดสีขาวสะอาดเดินเข้ามาทักทายด้วยรอยยิ้ม “วันนี้คุณยายจำปีสดใสนะคะ ความดันน่าจะดีแน่ๆ”

“ขอบคุณค่ะคุณพยาบาล” กะทิยิ้มรับ พลางพายายไปนั่งที่เก้าอี้วัดความดัน

ทุกอย่างดูเป็นปกติเหมือนทุกเดือน จนกระทั่งพยาบาลเดินกลับมาพร้อมกับแฟ้มประวัติ และสีหน้าที่ดูเกรงอกเกรงใจผิดปกติ

“เอ่อ คุณกะทิคะ พอดีวันนี้คุณหมอวิชัยติดเคสด่วนที่ตึกศัลยกรรมค่ะ อาจจะไม่ได้ขึ้นมาตรวจ”

กะทิชะงัก “อ้าว แล้วต้องเลื่อนนัดเหรอคะ? แต่ยาของยายหมดวันนี้พอดีเลยนะคะ”

“ไม่ต้องเลื่อนค่ะ” พยาบาลรีบโบกมือ “พอดีวันนี้ท่านผู้อำนวยการโรงพยาบาล... เอ่อ อาจารย์หมอภิภพ ท่านลงมาตรวจที่แผนกพอดี ท่านเห็นประวัติคุณยายจำปีแล้ว เลยอาสาจะรับเคสตรวจแทนให้ค่ะ”

“อาจารย์หมอภิภพ?” กะทิทวนชื่ออย่างไม่คุ้นหู เธอรู้แค่ว่าที่นี่มี ผอ. แต่ไม่เคยเจอตัวจริง “เกรงใจจังค่ะ เป็นถึง ผอ. จะมาตรวจเคสทั่วไปแบบนี้เหรอคะ?”

“ท่านเป็นศัลยแพทย์หัวใจมือหนึ่งของที่นี่เลยค่ะ ปกติท่านคิวทองมาก แต่วันนี้บังเอิญท่านว่างช่วงเช้าพอดี ท่านระบุชื่อคุณยายจำปีเองเลยนะคะ บอกว่าเคยเห็นประวัติการรักษาแล้วน่าสนใจ” พยาบาลกระซิบเสียงเบาเหมือนกลัวใครได้ยิน “คุณกะทิโชคดีมากๆ เลยนะคะ ที่ได้อาจารย์หมอภิภพตรวจ ท่านเก่งมากค่ะ แต่ท่านอาจจะดูดุๆ นิดนึงนะคะ”

คำว่า ‘ดุ’ ทำให้กะทิกลืนน้ำลายลงคอ แต่มาถึงขั้นนี้แล้ว จะให้พายายกลับก็คงไม่ได้ “ค่ะ... งั้นรบกวนด้วยนะคะ”

หลังจากนั่งรออยู่พักใหญ่ เสียงเรียกชื่อ ‘คุณยายจำปี เจริญขวัญ’ ก็ดังขึ้น กะทิประคองยายเดินตามพยาบาลไปยังห้องตรวจหมายเลข 1 ซึ่งเป็นห้องที่ใหญ่ที่สุดและอยู่ด้านในสุด ป้ายหน้าห้องเขียนชื่อด้วยตัวอักษรสีทองชัดเจน

นายแพทย์ ภิภพ อัศวบดินทร์ ศัลยแพทย์หัวใจและหลอดเลือด

กะทิสูดหายใจเข้าลึก รวบรวมความกล้าเคาะประตูห้องเบาๆ “เชิญครับ”

เสียงตอบรับจากด้านในทุ้มต่ำ กังวาน และทรงอำนาจอย่างประหลาด มันไม่ใช่เสียงใจดีแบบคุณลุงหมอวิชัย แต่มันเป็นเสียงที่ทำให้ขนอ่อนที่หลังคอของกะทิลุกชัน เธอเปิดประตูพาพายายเข้าไป

สิ่งแรกที่ปะทะสายตาคือความเย็นเยียบของเครื่องปรับอากาศที่ดูเหมือนจะเย็นกว่าข้างนอก กลิ่นในห้องสะอาดสะอ้านเจือกลิ่นมินต์จางๆ ที่โต๊ะทำงานไม้สีเข้มตัวใหญ่กลางห้อง ร่างสูงสง่าของชายคนหนึ่งนั่งอยู่ เขาไม่ได้สวมเสื้อกาวน์ทับเหมือนหมอทั่วไป แต่สวมเชิ้ตสีฟ้าอ่อนพับแขนเสื้อขึ้นมาถึงข้อศอก ทับด้วยเสื้อกั๊กสูทสีเทาเข้มดูเป็นทางการ บนคอมีหูฟังแพทย์ (Stethoscope) สีดำคล้องอยู่

เขาสวมแว่นสายตากรอบเงินที่ขับให้ใบหน้าคมคายดูเคร่งขรึม ริ้วรอยแห่งวัยที่หางตาและร่องแก้มไม่ได้ทำให้เขาดูแก่ลง แต่กลับเสริมให้ดูภูมิฐานและเปี่ยมประสบการณ์แบบผู้ชายวัยสี่สิบสองที่ดูแลตัวเองอย่างดี ผมสีดำสนิทถูกเซตทรงเปิดหน้าผาก เผยให้เห็นดวงตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวที่กำลังจ้องมองมายังผู้มาเยือน

กะทิรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นลูกไก่ที่เดินหลงเข้ามาในรังอินทรี

“สวัสดีครับคุณยายจำปี” หมอภิภพวางปากกาในมือลง แล้วลุกขึ้นเดินอ้อมโต๊ะมาหาคนไข้ กิริยาท่าทางของเขาสุภาพนุ่มนวลขัดกับหน้าตาดุๆ อย่างสิ้นเชิง เขายกมือไหว้หญิงชราอย่างนอบน้อม

“ไหว้พระเถอะพ่อคุณ หมอคนใหม่เหรอ หล่อจังเลยนะเราน่ะ” ยายจำปีวัยเจ็ดสิบแปดยิ้มร่า ไม่ได้รู้สึกถึงรังสีความน่ากลัวแต่อย่างใด

“ครับ ผมหมอภิภพครับ วันนี้หมอวิชัยติดธุระ ผมเลยมาดูแลยายแทน” เขาตอบเสียงทุ้ม ยิ้มมุมปากเล็กน้อย ก่อนจะเบนสายตามายังหญิงสาวร่างอวบที่ยืนตัวลีบอยู่ข้างเก้าอี้คนไข้

สายตาคู่นั้นกวาดมองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า เร็วและคมกริบเหมือนเครื่องสแกน

“แล้วนี่...” เขาเว้นจังหวะ เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

“หลานสาวค่ะ ชื่อกะทิ” ยายจำปีรีบแนะนำ “กะทิ ไหว้คุณหมอสิลูก ยืนบื้ออยู่ได้”

กะทิสะดุ้ง รีบพนมมือไหว้ “สะ...สวัสดีค่ะคุณหมอ”

“สวัสดีครับคุณกะทิ” เขาพยักหน้ารับ สายตาหลังกรอบแว่นจ้องมองใบหน้าหวานที่เริ่มมีเหงื่อซึมตามไรผม ทั้งที่แอร์ในห้องเย็นเฉียบ “นั่งลงสิครับ ทำไมหน้าซีดจัง ไม่สบายหรือเปล่า?”

“ปะ เปล่าค่ะ กะทิสบายดี” เธอก้มหน้าหลบตา รีบนั่งลงที่เก้าอี้ญาติข้างๆ ยาย หัวใจเริ่มเต้นแรงอีกครั้ง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฤทธิ์ยาหรือเพราะสายตาของผู้ชายตรงหน้า

หมอภิภพไม่ได้ซักไซ้ต่อ เขาหันกลับไปให้ความสนใจยายจำปี เริ่มซักถามอาการอย่างละเอียด ฟังเสียงหัวใจ และตรวจเช็กข้อเท้าดูอาการบวม ทุกขั้นตอนเต็มไปด้วยความใส่ใจและเชี่ยวชาญ สมกับคำร่ำลือว่าเป็นหมอมือหนึ่ง กะทิแอบลอบมองเขาเป็นระยะ... ไหล่กว้าง หลังตรงแหน๋ว มือหนาที่จับชีพจรยายดูแข็งแรงแต่แผ่วเบา กลิ่นน้ำหอมผู้ชายสะอาดๆ ลอยมาแตะจมูกทุกครั้งที่เขาขยับตัว มันเป็นกลิ่นที่ทำให้รู้สึกปลอดภัย แต่ก็น่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน

“ความดันยายดีขึ้นนะครับ แต่หัวใจยังมีจังหวะพลิ้วบ้างนิดหน่อย ช่วงนี้ยายต้องระวังเรื่องอาหารเค็มนะครับ ขาบวมลงนิดนึงแล้ว” หมอภิภพอธิบายพลางจดบันทึกลงในแฟ้ม “เดี๋ยวผมจะปรับยาตัวเดิมให้นิดหน่อย จะได้ไม่เวียนหัวตอนเช้า”

“ขอบใจนะพ่อหมอ เฮ้อ ยายก็พยายามไม่กินเค็มแล้วนะ แต่หลานสาวน่ะสิ ชอบซื้อของอร่อยมาล่อ” ยายจำปีเผาหลานโชว์

หมอภิภพละสายตาจากแฟ้ม หันมามองกะทิอีกครั้ง มุมปากยกยิ้มที่ดูเหมือนเยาะนิดๆ “หลานสาวตามใจเหรอครับ?”

“ค่ะ...คือยายบ่นว่าอาหารจืดมันไม่อร่อย กะทิเลย แอบเหยาะน้ำปลานิดนึง” กะทิสารภาพเสียงอ่อย

“คนไข้โรคหัวใจ ไตจะทำงานหนักถ้ากินเค็ม ความรักของคุณอาจจะกำลังทำร้ายยายทางอ้อมนะครับ” น้ำเสียงของเขาเรียบสนิท แต่ตำหนิชัดเจนจนกะทิหน้าชาวาบ

“ขอโทษค่ะ กะทิจะไม่ทำแล้วค่ะ”

“ดีครับ เดี๋ยวคุณยายไปเจาะเลือดเช็กค่าไตหน่อยนะครับ พยาบาลรออยู่หน้าห้องเจาะเลือดแล้ว” เขาหันไปบอกยายจำปี พยาบาลผู้ช่วยที่ยืนรออยู่รีบเข้ามาประคองยาย

“กะทิ ไปกับยายไหมลูก?” ยายถาม

“เดี๋ยวกะทิรอรับใบสั่งยาตรงนี้ดีกว่าจ้ะ ยายไปเจาะแป๊บเดียว เดี๋ยวหมอสรุปยาให้” กะทิบอก เธอรู้สึกเวียนหัวจนลุกไม่ไหว อยากนั่งพักสักครู่

เมื่อประตูห้องปิดลง เหลือเพียงเธอกับหมอภิภพสองคนในห้องตรวจ บรรยากาศอึดอัดโรยตัวลงมาทันที หมอภิภพไม่ได้พูดอะไร เขานั่งลงพิมพ์ข้อมูลในคอมพิวเตอร์ เสียงคีย์บอร์ดดังก๊อกแก๊กสม่ำเสมอ

กะทินั่งบีบมือตัวเองแน่น อาการใจสั่นเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เหงื่อกาฬแตกพลั่กเต็มแผ่นหลัง มือไม้เริ่มสั่นจนควบคุมไม่อยู่ ภาพตรงหน้าเริ่มหมุนติ้วๆ ‘ไม่นะ...อย่ามาเป็นลมตอนนี้’ เธอพยายามสูดหายใจลึกๆ ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าผ้าใบเก่งเพื่อหายาดม

แต่แล้ว มือที่สั่นเทาทำให้เธอพลาด กระเป๋าผ้าใบใหญ่ร่วงหลุดจากมือกระแทกพื้น ตุ้บ!

ข้าวของข้างในกระจัดกระจาย สมุดบัญชี ปากกา กุญแจรถ... และกระปุกพลาสติกสีขาวฝาเกลียวที่กลิ้งหลุนๆ ไปหยุดอยู่ที่ข้างรองเท้าหนังราคาแพงของนายแพทย์หนุ่ม ฝาที่ปิดไม่สนิทเปิดออก เม็ดยาสีชมพูและเหลืองหกเกลื่อนพื้นพรม

ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบ เงียบจนกะทิได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นโครมครามเหมือนจะหลุดออกมานอกอก หมอภิภพหยุดพิมพ์งาน เขาค่อยๆ หมุนเก้าอี้หันกลับมา สายตาคมกริบมองเม็ดยาบนพื้น สลับกับใบหน้าซีดเผือดของกะทิ

กะทิรีบถลันตัวลงไปเก็บ “ขะ ขอโทษค่ะคุณหมอ มือไม้กะทิอ่อนไปหน่อย” มือเธอสั่นระริกขณะกวาดเม็ดยาลงกระปุก

แต่มีมือหนึ่งที่ไวกว่า...มือหนาของหมอภิภพเอื้อมมาหยิบกระปุกยาตัดหน้าเธอไป “เดี๋ยว”

เสียงของเขาเย็นเยียบยิ่งกว่าน้ำแข็งขั้วโลก กะทิเงยหน้าขึ้นสบตาเขา หัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม

หมอภิภพถือกระปุกยาขึ้นมาในระดับสายตา หมุนดูรอบๆ ที่ไม่มีฉลาก แล้วเทเม็ดยาสองสามเม็ดลงบนฝ่ามือ พิจารณามันด้วยสายตาของผู้เชี่ยวชาญ เพียงแค่แวบเดียว ศัลยแพทย์ระดับเขาก็ดูออกทันทีว่ามันคืออะไร

“เฟนเทอร์มีนกับยาขับปัสสาวะ” เขาพึมพำชื่อตัวยาออกมาเบาๆ ก่อนจะตวัดสายตากลับมามองหญิงสาวที่นั่งคุกเข่าอยู่กับพื้น “ยาชุดลดความอ้วน ของใครครับ?”

กะทิกลืนน้ำลายที่ไม่มีอยู่ในคอ “คะ ของ ของเพื่อนค่ะ เพื่อนกะทิฝากซื้อ กะทิจะเอาไปให้เขาเย็นนี้” เธอโกหกคำโต หวังว่าเขาจะเชื่อ

“โกหก”

คำพูดนั้นหนักแน่นเหมือนค้อนที่ทุบลงกลางแสกหน้า หมอภิภพไม่เปิดโอกาสให้เธอแก้ตัว เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อเชิ้ตดูคุกคามจนกะทิตัวลีบ เขาเดินอ้อมโต๊ะมายืนค้ำหัวเธอ “ลุกขึ้น”

กะทิค่อยๆ พยุงตัวเองลุกขึ้นยืน ขาสั่นพับๆ จนแทบทรงตัวไม่อยู่ หมอภิภพยื่นหน้าเข้ามาใกล้ กลิ่นหอมสะอาดของเขาตอนนี้ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยอีกแล้ว แต่มันเหมือนกลิ่นของนักล่าที่กำลังต้อนเหยื่อจนมุม

“ชีพจรเต้นเร็วผิดปกติ เหงื่อออกท่วมตัวทั้งที่แอร์เย็นขนาดนี้ มือสั่น ตาพร่า... อาการข้างเคียงชัดเจนขนาดนี้ ยังจะกล้าบอกว่าเป็นของเพื่อนอีกเหรอครับ?” เสียงทุ้มกดต่ำลงจนน่ากลัว “คุณรู้ไหมว่ายายคุณเป็นโรคหัวใจ... กรรมพันธุ์โรคหัวใจมันส่งต่อถึงกันได้ แล้วคุณยังกล้ากินยาพวกนี้ที่ไปกระตุ้นหัวใจโดยตรงเนี่ยนะ?”

“กะทิ...” น้ำตาหยดใสเริ่มคลอเบ้าด้วยความกลัวและความรู้สึกผิด “กะทิขอโทษค่ะ กะทิแค่อยาก...”

“อยากผอม? จนยอมแลกกับชีวิต?” เขาถามสวนทันควัน “คุณรู้ไหมว่าถ้าคุณน็อกไปตอนนี้ ใครจะดูแลยายจำปี? หรืออยากให้ยายหัวใจวายตามไปเพราะเห็นหลานตายต่อหน้า?”

คำพูดของเขาแทงใจดำกะทิอย่างจัง น้ำตาที่กลั้นไว้ไหลพรากอาบแก้มยุ้ย “ฮึก... อย่าบอกยายจำปีนะคะคุณหมอ กะทิขอร้อง... อย่าบอกยายนะ ยายรู้ไม่ได้ ยายจะเครียด” เธอยกมือไหว้เขา ปลายนิ้วสั่นเทา “กะทิยอมแล้ว กะทิจะเลิกกิน... จะเอาไปทิ้งให้หมด”

หมอภิภพมองหญิงสาวที่ร้องไห้จนตัวโยนอยู่ตรงหน้า แววตาที่แข็งกร้าวเมื่อครู่อ่อนลงวูบหนึ่งอย่างที่กะทิไม่ทันสังเกตเห็น เขาไม่ได้โกรธที่เธอกินยาแต่เขา 'โกรธ' ที่เธอไม่รักตัวเอง และลึกๆ เขาก็หงุดหงิด...หงุดหงิดที่เห็นแก้มยุ้ยๆ ที่เขาแอบมองเวลาเธอพายายมารอตรวจ ต้องมาซูบซีดลงเพราะยาบ้าๆ พวกนี้

เขาถอนหายใจยาว วางกระปุกยาลงบนโต๊ะเสียงดัง ปึก! “ผมจะไม่บอกยายคุณ”

กะทิเงยหน้าขึ้นทั้งน้ำตา “จะ...จริงเหรอคะ?”

“แต่มีข้อแลกเปลี่ยน” มุมปากของอาจารย์หมอวัยสี่สิบสองกระตุกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ทำให้กะทิรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ เขาขยับตัวเข้ามาประชิด จนกะทิต้องถอยหลังไปชนขอบเตียงตรวจ หมอภิภพเท้าแขนข้างหนึ่งกับขอบเตียง กักขังร่างอวบอิ่มไว้ในอาณาเขตของเขา

“ผมยึดยาพวกนี้ทั้งหมดและตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ผมจะริบเงินค่าขนมที่คุณแอบไปซื้อยาพวกนี้มาเป็นค่ารักษา” “คะ?” กะทิงงเป็นไก่ตาแตก

“คุณต้องมาให้ผม ‘บำบัด’ นิสัยการกินที่ห้องทำงานนี้ ทุกเย็นวันศุกร์... ห้ามขาด ห้ามลา ห้ามสาย” เขาโน้มหน้าลงมาจนปลายจมูกโด่งแทบจะชนกับหน้าผากมน “ผมจะเช็กน้ำหนัก ตรวจชีพจร และดูว่าคุณกินข้าวครบทุกมื้อไหม... ถ้าคุณเบี้ยวนัด หรือน้ำหนักลดฮวบฮาบแบบผิดปกติ ผมจะถือว่าคุณผิดสัญญา และผมจะรายงานเรื่องนี้ให้ยายจำปีทราบทันที”

“ตะ แต่ว่า กะทิทำงาน”

“จัดลำดับความสำคัญให้ถูกครับคุณกะทิ ชีวิตตัวเอง หรือ งาน” เขาตัดบทเสียงเข้ม “ตกลงไหมครับ?”

กะทิมองสบตาคมคู่นั้น เธอไม่มีทางเลือกอื่น หลักฐานก็อยู่ที่เขา ความลับของเธอก็อยู่ที่เขา และที่สำคัญ... เขาคือเจ้าหนี้ชีวิตของยาย “ตกลงค่ะ กะทิจะมา”

หมอภิภพยืดตัวขึ้น ดึงมือกลับมาล้วงกระเป๋ากางเกงด้วยท่วงท่าสบายๆ เหมือนเมื่อกี้ไม่ได้เพิ่งข่มขู่ใครไป “ดีครับ... เริ่มศุกร์นี้ เจอกันหลังห้องตรวจปิด ห้าโมงเย็น”

เขาก้มลงหยิบกระดาษทิชชูบนโต๊ะ ยื่นส่งให้เธอ “เช็ดหน้าซะ เดี๋ยวยายมาเห็นจะตกใจแล้วก็เลิกทำหน้าเหมือนคนจะโดนเชือดสักที ผมเป็นหมอ ไม่ใช่เพชฌฆาต”

กะทิรับทิชชูมาซับน้ำตา มือยังสั่นไม่หาย ‘ไม่ใช่เพชฌฆาต แต่ดุกว่าเสืออีก!’ เธอคิดในใจ

ประตูห้องตรวจเปิดออก พยาบาลเข็นรถเข็นยายจำปีกลับเข้ามาพอดี “เจาะเลือดเสร็จแล้วค่ะอาจารย์”

“ครับ” หมอภิภพหันไปยิ้มให้ยายจำปีด้วยรอยยิ้มเทพบุตรคนเดิมที่ต่างจากเมื่อกี้ราวฟ้ากับเหว “ผลเลือดปกตินะครับยาย เดี๋ยวรับยาแล้วกลับบ้านได้เลย... อ้อ คุณกะทิครับ”

“คะ คะ?” กะทิสะดุ้งเฮือก

“อย่าลืม ‘นัดพิเศษ’ เรื่องโภชนาการของเราวันศุกร์นี้นะครับ ผมจะเตรียมคอร์สไว้ให้” สายตาของเขาเป็นประกายวิบวับอยู่หลังเลนส์แว่น กะทิได้แต่ยิ้มแห้งๆ รับคำ โดยไม่รู้เลยว่า คอร์สบำบัดที่เขาวางแผนไว้ มันไม่ได้มีแค่เรื่องอาหารการกิน แต่มันคือการเตรียม ‘กิน’ เธอทั้งตัวต่างหาก!

บทก่อนหน้า
บทถัดไป